ตำนานซาตาน บาปแห่งความโกรธ  ในบรรดาบาปทั้งเจ็ดที่ถูกเรียกว่า “บาปมหันต์” หรือ Seven Deadly Sins นั้น “ความโกรธ” (Wrath) ถือเป็นหนึ่งในบาปที่รุนแรงและทำลายล้างที่สุด เพราะมันไม่เพียงกัดกร่อนจิตใจของมนุษย์ หากยังเป็นเชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เกิดสงคราม

การทำลายล้าง และการแก้แค้นอันไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งในตำนานของคริสต์ศาสนา ความโกรธนี้ถูกแทนด้วย “ซาตาน” ตนหนึ่งที่เคยเป็นเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับล้มลงเพราะไม่อาจควบคุมเปลวเพลิงแห่งอารมณ์ในหัวใจได้

 

ตำนานกล่าวว่า ก่อนที่ซาตานจะกลายเป็นปีศาจ เขาเคยเป็นหนึ่งในเทวทูตผู้รับใช้พระเจ้า มีนามว่า “ลูซิเฟอร์” (Lucifer)

ซึ่งหมายถึง “ผู้นำแสง” เขางดงามที่สุดในหมู่เทวทูตทั้งปวง และได้รับหน้าที่ดูแลแสงแห่งสวรรค์ ทว่า ความภาคภูมิใจและอารมณ์ร้อนแรงทำให้เขาค่อย ๆ เต็มไปด้วยความโกรธ เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และมอบความรัก ความเมตตา

และอิสระทางจิตใจให้กับพวกเขา ลูซิเฟอร์กลับรู้สึกไม่พอใจและเห็นว่ามนุษย์ต่ำต้อยกว่าทูตสวรรค์ เขาไม่อาจยอมรับได้ว่าตนต้องค้อมหัวต่อสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่า

 

ความโกรธในใจลูซิเฟอร์จึงลุกลามเป็นเปลวเพลิงแห่งการกบฏ เขารวบรวมเหล่าทูตสวรรค์ที่เห็นด้วยและทำสงครามกับพระเจ้า การต่อสู้ครั้งนั้นรุนแรงจนฟ้าสวรรค์สั่นสะเทือน แต่ท้ายที่สุด ลูซิเฟอร์ก็พ่ายแพ้ ถูกขับไล่ลงจากสวรรค์ และกลายเป็น “ซาตาน” ผู้ตกสู่ขุมนรก ความโกรธของเขาไม่มอดดับลง แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังนิรันดร์ที่มีต่อพระเจ้าและมนุษย์

 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ซาตานแห่งความโกรธกลายเป็นสัญลักษณ์ของไฟที่เผาผลาญวิญญาณ เขาหลอกล่อให้มนุษย์ใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือของการแก้แค้นและการทำลาย ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การฆาตกรรม หรือความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เขาเพียงกระซิบเบา ๆ ก็สามารถปลุกอารมณ์ที่หลับใหลอยู่ในใจให้ระเบิดขึ้นมาได้ดั่งภูเขาไฟ

 

ในคติของยุคกลาง ศิลปินและนักบวชมักวาดภาพซาตานแห่งความโกรธเป็นอสูรที่มีร่างกายเต็มไปด้วยไฟ

ดวงตาแดงก่ำ และเสียงคำรามราวกับสายฟ้า เขามักถืออาวุธหรือคบเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการจุดชนวนให้มนุษย์ทำร้ายกันเอง นักเทววิทยาหลายคนตีความว่า ซาตานตนนี้ไม่ได้อยู่ภายนอก แต่ซ่อนอยู่ในใจของทุกคน เมื่อใดที่เราไม่อาจให้อภัย หรือปล่อยให้ความแค้นครอบงำ เมื่อนั้น “ซาตานแห่งความโกรธ” ก็จะตื่นขึ้นภายในเรา

 

ในวรรณกรรมยุคกลาง เช่น The Divine Comedy ของดันเต้ “ผู้ที่ตกในบาปแห่งความโกรธ” ถูกลงโทษในแม่น้ำสติกซ์ พวกเขาต้องต่อสู้กันไม่หยุดในบึงโคลน ขณะที่เสียงคำรามของซาตานดังก้องอยู่เบื้องล่าง นั่นสะท้อนว่า ความโกรธไม่เพียงทำลายผู้อื่น แต่ยังทำให้ผู้ที่ถือมันไว้ต้องจมอยู่ในความทุกข์และความรุนแรงของตนเอง

 

ในมุมมองของศีลธรรม ซาตานแห่งความโกรธเตือนให้มนุษย์ระวังพลังภายในตนเอง เพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบอาจผลักเราให้กลายเป็นปีศาจโดยไม่รู้ตัว หากมนุษย์สามารถควบคุมและแปรเปลี่ยนความโกรธให้เป็นพลังแห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ความโกรธนั้นอาจกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ แต่หากปล่อยให้มันควบคุมเรา มันจะกลืนกินทุกสิ่งจนเหลือเพียงความสูญเสีย

 

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟังศิริราช

By admin